โบท็อกซ์

ปรึกษาปัญหาฟรี

โบท็อกซ์คืออะไร ?

               โบท็อกซ์ หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อคือ Botulinum toxin A เป็นโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) โบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ในวงการความงาม โดยสารสกัดตัวนี้เมื่อฉีดไปแล้วจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ลดการทำงานของมัดกล้ามเนื้อลงชั่วคราว ทำให้ช่วยลดริ้วรอยได้

โบท็อกซ์ช่วยเรื่องอะไร ?

  1. โบท็อกซ์ใช้รักษาริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงออกของอารมณ์บริเวณหน้า เช่น บริเวณ หางตา ระหว่างคิ้ว หน้าผาก และรอบปาก เป็นต้น
  2. โบท็อกซ์ช่วยทำให้น่องเรียว ช่วยลดขนาดของเนื้อน่องได้
  3. โบท็อกซ์ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลัง หรือปวดไมเกรน
  4. โบท็อกซ์ช่วยลดเหงื่อที่ผิวหนัง เช่น บริเวณรักแร้ และฝ่ามือ
  5. โบท็อกซ์ช่วยปรับรูปหน้า ทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง โดยหมอจะฉีดตรงบริเวณกราม หรือขากรรไกร เพื่อปรับให้หน้าเล็กลงและเรียวขึ้น

สำหรับการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยนั้น จะใช้เวลา 3 – 7 วันถึงจะเห็นผล ในขณะที่การฉีดโบท็อกซ์ลดกราม จะเริ่มเห็นผลภายใน 1 – 2 เดือน และนอกจากนี้โบท็อกซ์ยังสามารถช่วยรักษาอาการอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น ตาเข หนังตากระตุก กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

ฉีดโบท็อกซ์ได้ในบริเวณไหนบ้าง ?

             โบท็อกซ์ สามารถฉีดได้หลายบริเวณมาก ๆ โดยบริเวณที่นิยมฉีดโบท็อกซ์ มักเป็นบริเวณที่เกิดริ้วรอยได้ง่าย เช่น หางตา หน้าผาก หว่างคิ้ว บริเวณที่ผิวเกิดรอยพับจากการแสดงสีหน้าและอารมณ์ รวมไปถึงการลดกราม ปรับหน้าเรียว ก็นิยมฉีดโบท็อกซ์เช่นกัน เพราะเห็นผลเร็ว ไม่มีแผล และไม่ต้องผ่าตัด โดยจุดที่เป็นที่นิยมในการฉีดโบท็อกซ์มีดังต่อไปนี้

1. โบท็อกซ์ ปีกจมูก

             คือ การฉีดโบท็อกซ์เข้าไปบริเวณปีกจมูกทั้งสองข้าง การฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูกจะช่วยคลายมัดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่หดตัวและดึงปีกจมูกขึ้นได้ ดังนั้นเวลาที่เราพูดหรือหายใจแรง ๆ ปีกจมูกจะไม่กางออก รูจมูกจะดูแคบลง เล็กลง

             สาเหตุที่ปีกจมูกบาน อาจเกิดมาจากชั้นผิวสำหรับคนที่มีบริเวณชั้นผิวหนังมากเกินไป สังเกตุได้โดยการจับบริเวณจมูกค่อนข้างจะนิ่ม ซึ่งมักจะพบในคนผิวมันและคนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรืออาจเกิดจากกล้ามเนื้อ สังเกตุคือปีกจมูกจะยกขึ้นตามเวลายิ้ม หรืออาจเกิดจากกระดูกอ่อน ซึ่งถ้าเป็นกรณีของกระดูกอ่อนนี้ โบท็อกซ์จะไม่สามารถช่วยแก้ไขได้

             การฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูก สามารถฉีดได้กับคนที่มีปีกจมูกบานจากกล้ามเนื้อหรือชั้นผิว มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ทำได้ง่าย หลังฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูกแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือสารตกค้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโบท็อกซ์แท้ จะสามารถสลายไปเองได้ 100% 

             คนที่เหมาะที่จะฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูก คือคนที่มีจมูกบานโดยต้นเหตุมาจากกล้ามเนื้อ หรือคนที่จมูกโต จมูกใหญ่ รูจมูกกว้าง ทำให้ขาดความมั่นใจสามารถมาฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูกได้ นอกจากนี้ยังมีการฉีดโบท็อกซ์รัดแกนจมูก ทำให้ใบหน้าสวยคมขึ้น มีสันจมูกที่ชัดขึ้น ลดริ้วรอยบริเวณสันจมูกได้ และทำให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ขึ้นอีกด้วย

             โดยปกติแล้วการฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูก จะใช้ปริมาณโบท็อกซ์อยู่ที่ 25 ยูนิต ส่วนในเรื่องของราคานั้นจะไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูก และหลังจากฉีดโบท็อกซ์ปีกจมูกไปแล้วนั้น จะสามารถเห็นผลได้ภายใน 1 – 2 อาทิตย์ โดยผลจะอยู่ได้นาน 3 – 4 เดือน

2. โบท็อกซ์ ลดกราม

             เมื่อนำโบท็อกซ์มาฉีดบริเวณกราม จะช่วยให้กล้ามเนื้อกรามคลายตัวลงและอ่อนแรงลง หดเล็กลง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น ผลลัพธ์หลังการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามจะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 – 6 เดือน ทั้งขั้นตอนการฉีดเองก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติและมีความปลอดภัยสูง ไม่อันตราย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากเป็นโบท็อกซ์แท้ จะสามารถสลายไปเองได้ 100%

             คนที่เหมาะจะฉีดโบท็อกซ์ลดกรามคือ คนที่มีปัญหากรามใหญ่จากขนาดกล้ามเนื้อกราม ใหญ่จากการเคี้ยวข้าว การเคี้ยวน้ำแข็ง การเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย ๆ โดยขั้นตอนการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา แต่ถ้ากลัวเจ็บก็สามารถทายาชาร่วมกับการประคบเย็นได้ โดยจะรอให้ยาชาที่ทานั้นออกฤทธิ์ก่อนประมาณ 30 นาที

             โดยปกติแล้วโบท็อกซ์ของอเมริกา จะมีราคาสูงกว่าโบท็อกซ์ของเกาหลี แต่ก็จะมีความบริสุทธิ์มากกว่า โดยหลังฉีดไปแล้ว 14 วัน กล้ามเนื้อกรามจะเริ่มนิ่มลง กัดฟันแล้วเนื้อกรามเริ่มไม่เด้ง พอครบ 1 เดือนจะเริ่มยุบ และจะเข้าที่ใน 2 – 3 เดือน หากหมดฤทธิ์ยาแล้ว กรามเริ่มกลับมา สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆ แต่ควรมาฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามนั้นอาจต้องใช้ปริมาณโบท็อกซ์ถึง 100 ยูนิตเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและชัดเจน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ก่อน

3. โบท็อกซ์ ลิฟกรอบหน้า

             คือการนำโบท็อกซ์มาฉีดบริเวณกรอบหน้า เพื่อให้ผิวหน้าเกิดการยกกระชับ ช่วยเพิ่มมิติให้แก่ใบหน้า โดยจะเห็นผลอย่างชัดเจนหลัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป การฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า จะช่วยให้ผิวบริเวณกรอบหน้ายกตึงกระชับขึ้น ทำให้หน้าคมขึ้น สวยขึ้น นิยมทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ลดกราม 

             การฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า จะใช้โบท็อกซ์อยู่ที่ประมาณ 30 – 50 ยูนิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้ประเมิน โดยจะสามารถเริ่มเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ หน้าจะกระชับขึ้น แนวสันกรามจะชัดและคมขึ้น

4. โบท็อกซ์ ลดโหนกแก้ม

           การฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม คือการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปลดขนาดกล้ามเนื้อ Zygomaticus ทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ขนาดของโหนกแก้มลดลงตาม แต่โหนกแก้มก็จะยังขึ้นอยู่เวลายิ้ม โดยปกติแล้วการฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้มจะเริ่มเห็นผลประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อโหนกแก้มจะเริ่มค่อย ๆ นิ่มลง เล็กลง ทำให้ต้องกลับไปฉีดโบท็อกซ์ซ้ำทุก ๆ 3 – 6 เดือน

          โหนกแก้มใหญ่ สามารถแก้ไขโดยใช้โบท็อกซ์ได้ หากไม่ต้องการผ่าตัดทุบโหนกแก้ม โดยทั่วไปแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้มนั้น จะใช้โบท็อกซ์ปริมาณ 25 ยูนิต

5. โบท็อกซ์ หางตา

         คือการช่วยรักษาริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาที่เป็นริ้วเล็ก ๆ รวมถึงรอยตีนกา ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ลง การโบท็อกซ์หางตา จะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัวชั่วคราว ริ้วรอยจางลงอย่างชัดเจน จะเห็นผลได้ภายใน 5 – 7 วันหลังจากที่ทำ

         การฉีดโบท็อกซ์หางตานั้นไม่อันตรายอย่างที่คิดหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นการฉีดที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ หลังฉีดสามารถยิ้มได้และดูไม่ตึงจนเกินไป หรือไม่แข็งจนเกินไป การฉีดโบท็อกซ์หางตานั้นต้องฉีดซ้ำทุก ๆ 3 – 4 เดือนเพื่อคงสภาพ โดยจะเห็นผลอย่างชัดเจนสูงสุดหลัง 14 วัน และควรมาฉีดแต่ละครั้งห่างกันทุก 2 เดือนเป็นอย่างต่ำ

6. โบท็อกซ์ รักแร้

        หากใครที่มีปัญหารักแร้เปียก รักแร้ชุ่มเหงื่อ หรือเป็นคนที่เหงื่อออกมากเกินไป สามารถหาวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนได้ โดยการฉีดโบท็อกซ์รักแร้ โดยโบท็อกซ์นั้นจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อและกลิ่นกายบริเวณใต้วงแขนให้ทำงานได้น้อยลง และช่วยลดปริมาณเหงื่อที่ออกใต้รักแร้ได้ถึง 80%

        การฉีดโบท็อกซ์รักแร้สามารถใช้ปริมาณโบท็อกซ์ได้ถึงข้างละ 100 ยูนิต โดยจะฉีดเป็นจำนวน 20 – 30 จุด หลังจากฉีดแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 – 7 วัน เหงื่อจะเริ่มลดลง และผลลัพธ์หลังการฉีดโบท็อกซ์จะสามารถคงอยู่ได้นานถึง 3 – 4 เดือน

7. โบท็อกซ์ หน้าผาก

         การนำโบท็อกซ์มาฉีดบริเวณหน้าผากที่มีริ้วรอยนั้น จะทำให้ริ้วรอยบริเวณนั้นหายไป โดยโบท็อกซ์จะเข้าไปทำให้บริเวณกล้ามเนื้อนั้นคลายตัว เวลาที่แสดงสีหน้าหรือขยับใบหน้าจะไม่เกิดการพับของผิว ทำให้หน้าผากไม่มีรอยย่น เต่งตึง หน้าดูอ่อนเยาว์เด็กลง

การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ผิวจะเริ่มตึงขึ้นภายใน 3 – 4 วัน และหลังฉีดจะใช้เวลา 7 – 14 วัน ที่จะเริ่มเห็นผล เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่

8. โบท็อกซ์ น่อง

       คือการฉีดโบท็อกซ์ไปยังกล้ามเนื้อ Gastrocnemius บริเวณน่อง เพื่อให้คลายบริเวณกล้ามเนื้อ ส่งผลให้น่องมีขนาดเล็กลง โดยแพทย์จะทำการฉีดโบท็อกซ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อน่องบางส่วน จึงไม่ส่งผลต่อการยืนหรือเดิน เพราะยังมีกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ช่วยพยุงอยู่

       ก่อนการฉีดแพทย์จะต้องประเมินก่อนว่า สาเหตุที่น่องมีขนาดใหญ่เป็นเพราะไขมันหรือเพราะกล้ามเนื้อ หากสาเหตุเป็นเพราะกล้ามเนื้อก็จะสามารถใช้โบท็อกซ์ฉีดลดน่องได้ แต่หากเป็นเพราะไขมันควรทำควบคู่กับการฉีดเมโสแฟตจะได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น

        การฉีดโบท็อกซ์น่องจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ เนื่องจากว่าการฉีดโบท็อกซ์น่องนั้นเป็นบริเวณที่ใหญ่จึงต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าส่วนอื่น ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์น่องจะคงอยู่ได้นาน 4 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณน่อง หากต้องสวมใส่ส้นสูงหรือเดินบ่อย ๆ โอกาสที่จะกลับมาน่องใหญ่นั้นก็มีได้เร็วกว่าปกติ ฉะนั้นแล้วจึงควรกลับมาฉีดโบท็อกซ์ลดน่องซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ และโดยปกติแล้วโบท็อกซ์ลดน่องจะใช้อยู่ที่ประมาณ 200 ยูนิต

9. โบท็อกซ์ น่อง

       โบท็อกซ์ระหว่างคิ้วเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเป็นการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว ซึ่งจะช่วยทำให้หน้าเด็กขึ้น ดูไม่โทรม ไม่แก่ แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าไปยังบริเวณกล้ามเนื้อระหว่างคิ้วเพื่อช่วยยับยั้งการหดตัว และช่วยทำให้ผิวหนังส่วนบนกลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง

        โบท็อกซ์ระหว่างคิ้วผลลัพธ์นั้นจะคงอยู่ได้นาน 3 – 4 เดือน ซึ่งจะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ได้แก่ความลึกริ้วรอยเหี่ยวย่นมากน้อยเพียงใด ปริมาณกล้ามเนื้อของแต่ละคนที่แตกต่างกัน รวมถึงตำแหน่งที่แพทย์ทำการฉีดและยี่ห้อโบท็อกซ์ที่ใช้ฉีด โดยปริมาณโบท็อกซ์ที่จะใช้ฉีดบริเวณระหว่างคิ้วนั้นจะขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้ประเมิน 

10. โบท็อกซ์ ลดกล้ามแขน

         เนื่องจากโบท็อกซ์มีผลทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ฉะนั้นการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปยังบริเวณกล้ามเนื้อแขน จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวลง ส่งผลให้แขนมีขนาดเล็กลง แต่ทั้งนี้หากแพทย์ประเมินแล้วพบว่า มีไขมันบริเวณต้นแขน ก็จะแนะนำเป็นการฉีดเมโสแฟตควบคู่กันไปเพื่อให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพดีที่สุด

       การฉีดโบท็อกซ์ลดต้นแขนจะต้องใช้โบท็อกซ์ 200 ยูนิต โดย 1 ครั้ง จะลดลง 10 – 20% และเห็นผลอย่างชัดเจนภายใน 2 – 3 เดือน โดยสามารถฉีดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แขนลดลง กล้ามเนื้อยุบลงมากขึ้น แต่เป็นวิธีที่ผลลัพธ์ไม่คงอยู่ถาวร อาจอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งานแขน และการดูแลตัวเอง

โบท็อกซ์ตัวไหนดี ?

ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีโบท็อกซ์หลากหลายชนิดมากมาย จนทำให้เลือกไม่ถูกว่าควรใช้โบท็อกซ์ตัวไหนดี ดังนั้นวันนี้เราจะมาวิเคราะห์โบท็อกซ์กันว่า โบท็อกซ์แต่ละชนิดนั้นเป็นอย่างไร

1. โบท็อกซ์ Allergan (อเมริกา)

          ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ได้รับการยอมรับมากที่สุดกว่ายี่ห้ออื่น ๆ โดยให้ผลการรักษาที่แม่นยำ เนื่องจากโมเลกุลจะกระจายได้แคบ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วแพทย์สามารถควบคุมการกระจายได้ดี โบท็อกซ์ Allergan จึงนิยมฉีดเข้ากล้ามเนื้อให้เรียวลง แก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยบริเวณเหนียงคอ หน้าห้อยหรือหน้าตกได้ดี อยู่ได้นานและเป็นธรรมชาติ

2. โบท็อกซ์ Botulax (เกาหลี)

        เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย สามารถเห็นผลชัดเจนหลัง 2 สัปดาห์ และอยู่ได้นานถึง 6 – 8 เดือน

3. โบท็อกซ์ Xeomin (เยอรมัน)

       เป็นตัวที่พัฒนาขึ้นมาจาก Allergan เน้นความบริสุทธิ์ ฉีดแล้วไม่ตึงจนเกินไป แพทย์จะนิยมใช้กับคนที่เคยฉีดโบท็อกซ์มาก่อนแล้วมีการดื้อสาร

4. โบท็อกซ์ Nabota (เกาหลี)

       มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยมากกว่ายี่ห้ออื่น ออกฤทธิ์เร็ว เป็นยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากทางอเมริกา และในประเทศไทย

5. โบท็อกซ์ Aestox (เกาหลี)

       เป็นโบท็อกซ์เกาหลียี่ห้อใหม่ล่าสุด ให้ผลลัพธ์ได้ดีมากในการลดเลือนริ้วรอย ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 3 – 6 เดือน (ริ้วรอย) และนาน 7 – 8 เดือน (กราม)

ข้อควรรู้ก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์

       เป็นโบท็อกซ์เกาหลียี่ห้อใหม่ล่าสุด ให้ผลลัพธ์ได้ดีมากในการลดเลือนริ้วรอย ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 3 – 6 เดือน (ริ้วรอย) และนาน 7 – 8 เดือน (กราม)

1. ก่อนฉีดโบท็อกซ์

  • มั่นใจว่าโบท็อกซ์ที่ฉีดเป็นของแท้ 100%
  • ก่อนฉีดควรให้แพทย์ผสมต่อหน้าทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ใช้น้ำเกลือเจือจางมากเกินไป
  • ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เกิน 300 ยูนิตต่อครั้ง
  • เลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย
  • ระหว่างฉีดควรประคบด้วยความเย็น เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือดรอบ ๆ 
  • ศึกษาเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์มาเป็นอย่างดี
  • งดรับประทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น ยาแอสไพริน ยากลุ่มแก้ปวดที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ ยาวาร์ฟาริน วิตามินซี น้ำมันตับปลา แปะก๊วย
  • งดดื่มเครื่องดืมแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • งดรับประทานอาหารเผ็ด หมักดอง ปิ้งย่าง
  • งดสูบบุหรี่

2. หลังฉีดโบท็อกซ์

  • ไม่นอนราบ 3 – 4 ชั่วโมงแรกหลังการฉีดโบท็อกซ์ เพราะโบท็อกซ์อาจไหลไปบริเวณที่ไม่ต้องการ
  • ให้นอนหงายหนุนหมอนสูงในคืนแรก
  • ไม่ประคบร้อนและระวังลมร้อนจากไดร์เป่าผมประมาณ 2 สัปดาห์
  • ไม่กด บีบ คลึง บริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ เป็นเวลา 6 – 8 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้ยากระจายตัวไปยังบริเวณอื่นได้
  • ใช้น้ำแข็งประคบหากมีอาการบวมหรือแดงในช่วง 1 – 2 วันแรกหลังฉีดโบท็อกซ์
  • ควรไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา หากมีอาการผิดปกติ เช่น หนังตาตก ปวดศรีษะ ปวดคอ เห็นภาพซ้อน ตาแห้ง มีอาการแพ้หรือหายใจไม่สะดวก ควรติดต่อแพทย์ทันที

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงหลังที่อาจเกิดขึ้นได้หลังฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์โดยส่วนมากไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายร้ายแรง หากฉีดโบท็อกซ์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงมีการเว้นระยะการฉีดโบท็อกซ์ไปไม่ต่ำกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีเงื่อนไขสุขภาพบางประการไม่ควรเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์ เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ได้แก่

  1. ผู้ที่มีความผิดปกติทางกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) โรคกล้ามเนื้อ่อนแรงเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis: ALS) ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
  2. หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แม้ยังไม่มีรายงานเรื่องอันตราย แต่ก็ไม่มีข้อมูลเพียงพอรับรองว่าปลอดภัยเช่นกัน อีกทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจส่งผลต่อร่างกายไม่ว่าจะบริเวณไหนก็ตามให้มากที่สุด ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรจึงควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ไปก่อน

ในขณะที่ผลข้างเคียงการฉีดโบท็อกซ์ที่สามารถพบได้ทั่วไป โดยอาจเกิดจากความไม่เชี่ยวชาญของแพทย์หรือเกิดจากผู้รับบริการปฏิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกซ์ไม่ถูกต้อง ได้แก่

  1. อาจมีอาการปวดศรีษะหรือปวดในบริเวณที่ฉีด
  2. อาจเคี้ยวอาหารได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่แข็งและเหนียว เพราะกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์มีความหนืดมากขึ้น
  3. ข้อต่อขากรรไกรไม่แข็งแรงเท่าเดิม
  4. ใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมมาตร หรือปากเบี้ยวเวลายิ้ม

ส่วนมากผลข้างเคียงการฉีดโบท็อกซ์ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น มักไม่ส่งผลร้ายแรงมากนัก และอาจจะเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จากนั้นอาการก็จะหายไปเอง แต่ในกรณีที่ส่งผลข้างเคียงระยะยาว ผู้เข้ารับบริการอาจจำเป็นจะต้องรอให้โบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปสลายเองเสียก่อน แล้วอาการข้างเคียงจึงจะหายไป

ฉีดโบท็อกซ์ ที่ไหนดี ?

หลาย ๆ คนไม่รู้ว่าจะไป ฉีดโบท็อกซ์ ที่ไหนดี เพราะโบท็อกซ์เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จึงมีหลายคลินิกที่นิยมฉีดโบท็อกซ์ รวมไปถึงโบท็อกซ์ปลอม ฉะนั้นเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการตัดสินใจเลือกฉีดโบท็อกซ์ สามารถดูได้จากคำแนะนำดังต่อไปนี้

  1. เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตเปิดคลินิกอย่างถูกต้องและดำเนินการโดยแพทย์เท่านั้น
  2. แพทย์จะต้องเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญสูง
  3. ใช้โบท็อกซ์แท้เท่านั้น และใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง ไม่ใช้น้ำเกลือเจือจางมากจนเกินไป ต้องผสมยาให้เห็นต่อหน้า

Make an
Appointment

Diva Clinic is the best clinic in Mae Sot, Tak. We are an expert on facial reshaping and ultimate holistic skin care clinic.

1,500

Discount on your first visit

Please capture this page for your 1,500.- discount.
After that, please add our Line: @953sxthl and tell us that you have just visited here !

© Diva Clinic All rights reserved Copyrights 2021