ร้อยไหม

ปรึกษาปัญหาฟรี

ร้อยไหมคืออะไร ?

          ร้อยไหม (Thread Lift) คือ การใช้ไหมละลายร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณต่าง ๆ เพื่อยกกระชับผิวขึ้น โดยเป็นเทคนิคจากประเทศเกาหลี โดยเส้นไหมจะถูกออกแบบมาให้มีตะขอเกี่ยวขนาดเล็กมาก เมื่อสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง ตะขอเหล่านั้นจะเกี่ยวเอาเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อให้ยกขึ้นตามแนวเส้นไหม ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น การที่ตะขอของเส้นไหมเกี่ยวบริเวณเนื้อเยื่อด้านใน จะทำให้ร่างกายกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ออกมาซ่อมแซม ทำให้ผิวหน้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย ร้อยไหม สามารถทำได้ทั้งการร้อยไหมปรับรูปหน้า ร้อยไหมกระชับหน้า ร้อยไหมดึงหน้า และร้อยไหมจมูก

ร้อยไหมช่วยเรื่องอะไร ?

  1. ร้อยไหมช่วยเรื่อง หน้าเรียว ร้อยไหมปรับรูปหน้า
  2. ร้อยไหมช่วยแก้ปัญหาเรื่องแก้มหย่อนคล้อย ช่วยเรื่องการยกกระชับ
  3. ร้อยไหมจมูก จะช่วยเรื่องการเสริมจมูกให้สวย โด่ง
  4. ร้อยไหมช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอย

โดยการร้อยไหมสามารถทำได้หลายส่วน ได้แก่ ยกกระชับแนวกราม ขากรรไกร ยกกระชับแนวคิ้ว ยกกระชับพื้นที่ใต้ดวงตา ยกกระชับบริเวณหน้าผาก และยกกระชับแก้ม

ร้อยไหมเหมาะกับใคร ?

          ร้อยไหม เหมาะกับคนที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เหมาะกับคนที่อยากยกกระชับใบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียววีขึ้น โดยร้อยไหม เป็นวิธีที่เห็นผลลัพธ์เร็ว และไม่ต้องผ่าตัด โดยหลังการร้อยไหม ผิวจะเกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่ในการสร้างคอลลาเจน ส่งผลทำให้เลือดมาไหลเวียนเลี้ยงชั้นผิวหนังมากขึ้น ช่วยให้ผิวหนังตึงกระชับ นอกจากนี้ร้อยไหมยังสามารถทำควบคู่กับหัตถการอื่น อาทิเช่น SMAZZ ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ เป็นต้น โดยสำคัญคือควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนเข้าทำหัตถการ

ร้อยไหมอันตรายหรือไม่ ?

          ร้อยไหม เป็นหัตถการที่ไม่อันตราย หากใช้ไหมที่ผ่าน อย ได้มาตรฐาน และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ โดยผลจากการร้อยไหมจะอยู่ได้นานตั้งแต่ 6 – 18 เดือน และเส้นไหมจะค่อย ๆ ละลายไปเองโดยไม่เป็นอันตราย การร้อยไหมที่ถูกต้องจะทำให้เกิดเส้นใยอิลาสตินทำให้ช่วยประคองผิว

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม ?

          หลังการร้อยไหม อาจมีอาการบวมหรือเขียวช้ำ แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 7 – 14 วัน ขณะที่ทำจะรู้สึกถึงเส้นไหมที่ร้อยเข้าไปในบริเวณหน้า โดยอาจมีเลือดออกบริเวณที่แทงเข็มเข้าไป ผลข้างเคียงที่อันตรายอาทิเช่น ไหมทะลุ ไหมขาด อักเสบ ติดเชื้อ อาจเกิดจากการไปร้อยไหมที่คลินิกที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ และหมอที่ไม่เชี่ยวชาญมากพอ ฉะนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรเลือกพิจารณาคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และไว้ใจได้

ข้อดี - ข้อเสีย ของการร้อยไหม ?

        ข้อดี ของการร้อยไหมคือ หลังร้อยไหมจะเห็นผลได้ทันที เพราะเงี่ยงไหมตะขอที่เกี่ยวดึงผิว จะทำให้ใบหน้ายกกระชับ โดยในปัจจุบันการร้อยไหมจะใช้ไหมละลาย ไม่มีส่วนผสมของโลหะ ทำให้สามารละลายทั้งหมดได้ 100% ไม่มีสารตกค้าง จะเหลือไว้แต่เพียงเส้นใยอิลาสตินที่ช่วยประคองผิว อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีแก้มตอบ ทำให้แก้มล่างยุบและแก้มบนเต็มขึ้น หากร้อยไหมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคลินิกที่น่าเชื่อถือ ก็จะลดอาการบวมช้ำได้น้อยลง เส้นไหมยังสามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ ได้อีกด้วย

        ข้อเสีย ของการร้อยไหมคือ หากร้อยไหมกับคลินิกที่ไม่น่าเชื่อถือและแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ อาจทำให้ผลลัพธ์ของการร้อยไหมออกมาเป็นที่ไม่น่าพอใจ อาจเกิดอาการบวม ช้ำ อักเสบ หรือติดเชื้อ และหากเลือกใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน หรืออาจเกิดผลเสียหลังการร้อยไหมตามมา อาจทำให้ผิวผิดรูปได้

ชนิดของเส้นไหม

  1. PDO เป็นไหมเส้นสีน้ำเงิน เป็นไหมที่นิยมในการนำมาใช้ในวงการเสริมความงาม มีความยืดหยุ่นปานกลาง นิ่ม ไม่เปราะ ขณะที่ร้อยไหม จะไม่รู้สึกระคายเคือง จะละลายหายไปในเวลาประมาณ 6 เดือน แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนได้ดีใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวตึงกระชับขึ้น
  2. PLLA เป็นไหมที่พัฒนามาจากไหม PDO โดยเส้นไหมจะเป็นสีขาว ทนต่อแรงดึงได้ดีที่สุด แต่ไม่ค่อยยืดหยุ่น เปราะบาง ขาดง่าย โดยไหม PLLA จะอยู่ได้นาน 1 ปี แต่ด้วยคุณสมบัติที่บาง เปราะ ขาดง่าย ทำให้อยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีเวลานำมาใช้งานจริง ไหมชนิดนี้จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีที่สุด แต่จะไม่แนะนำมาใช้ เพราะมีความเสี่ยง จึงไม่เป็นที่นิยม
  3. PCL เป็นไหมล่าสุดที่วงการความงามนิยมใช้กัน จุดเด่นคือมีความยืดหยุ่นสูงสุด แข็งทน ไม่เปราะหักง่าย ไหมจะละลายภายใน 12 – 18 เดือน แต่ในบางเคสที่ผิวขาดคอลลาเจน หรืออิลาสตินมาก ๆ ผิวจะหลุดจากเส้นไหมก่อนที่ไหมจะละลายหมด ทำให้ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานไม่ถึง 18 เดือน

ร้อยไหม มีขั้นตอนอย่างไร ?

ขั้นตอนการร้อยไหมในแต่ละคลินิกอาจแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งที่ทำ แต่โดยปกติแล้วขั้นตอนการร้อยไหมจะมีดังต่อไปนี้

  1. แพทย์จะให้ผู้เข้ารับการรักษานอนราบ จากนั้นจะทำการวาดเส้นแนวการร้อยไหมบนใบหน้า เพื่อดูว่าจะร้อยบริเวณใด และต้องใช้ประมาณกี่เส้น และประเมินจุดที่ต้องร้อย
  2. แพทย์จะใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดทั่วบริเวณ ตามด้วยการฉีดยาชาระงับความรู้สึกบริเวณจุดต่าง ๆ ที่ต้องการทำการร้อยไหม
  3. เมื่อยาชาระงับความรู้สึกออกฤทธิ์ แพทย์จะทำการสอดเข็มเข้าไปใต้ผิวหนัง ตามแนวที่วาดเส้นเอาไว้ โดยขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที
  4. หลังจากที่สอดไหมเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อแพทย์ดึงเข็มออกแล้ว จะดึงเส้นไหมเพื่อยกกระชับใบหน้าขึ้น โดยผู้เข้ารับการรักษาอาจรู้สึกผิวหน้ากำลังถูกยกตามทิศทางการร้อยไหม และอาจรู้สึกถึงแรงกดเล็กน้อย
  5. แพทย์จะทำการตัดเส้นไหมที่เกินออกมา จากนั้นจะทำความสะอาดแผล และแปะพลาสเตอร์ปิดแผล เป็นการเสร็จสิ้น

ก่อนร้อยไหม ควรเตรียมตัวอย่างไร ?

  1. ก่อนร้อยไหม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา ประเมินโครงสร้างใบหน้า และปัญหาที่ต้องการจะแก้ไข
  2. แจ้งประวัติการแพ้ยา แพ้วิตามิน และแจ้งยาที่ทานเป็นประจำ
  3. 24 ชั่วโมงก่อนร้อยไหม ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ และงดทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด
  4. ไม่ต้องกังวลหรือกลัวเจ็บ เพราะทางคลินิกจะมียาชาฉีดให้ก่อนการร้อยไหม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ

หลังร้อยไหม ควรปฏิบัติอย่างไร ?

  1. หลังร้อยไหมเสร็จทันทีอาจมีอาการเขียว บวม ช้ำ ในจุดที่ร้อยไหม ซึ่งเป็นปกติ โดยจะหายไปเองภายใน 2 – 3 วัน ห้ามแกะ เกา หรือกดนวด
  2. ทานยาแก้ปวด ยาลดบวม ยาแก้อักเสบจนหมดตามแพทย์สั่ง
  3. ในช่วง 3 วันแรก ไม่ควรขยับใบหน้าเยอะ อาจทำให้ไหมเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ 
  4. งดยิงเลเซอร์ร้อนและอื่น ๆ ที่ใช้ความร้อน เป็นเวลา 2 เดือน
  5. ปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยหลีกเลี่ยงความร้อนและแอลกอฮอล์ เพื่อให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

ร้อยไหม กี่วันเห็นผล ?

         การร้อยไหมยกกระชับใบหน้า จะเห็นผลทันทีหลังทำ โดยจะได้ผลลัพธ์ที่สวย เข้ารูป ภายในระยะเวลา 1 เดือน หากมีอาการบวม จะหายไปเองภายใน 14 วัน

ผลข้างเคียงของการร้อยไหม คืออะไร ?

            ผลข้างเคียงของการร้อยไหมค่อนข้างมีน้อย และการร้อยไหมถือได้ว่าเป็นหัตถการที่ปลอดภัย โดยผลข้างเคียงจากการร้อยไหม อาจได้แก่ อาการมีรอยช้ำ บวม เลือดซึม ปวดบริเวณที่สอดไหม โดยในบางรายอาจพบอาการแทรกซ้อน แต่พบได้น้อย ได้แก่ อาการแพ้วัสดุในการร้อยไหม อาการเลือดออกใต้ผิวหนัง อาจเห็นรอยหยัก รอยบุ๋มในการยกกระชับผิว อาจเกิดอาการเจ็บจากได้ที่ตึงเกินไป อาจเกิดอาการติดเชื้อระหว่างทำ โดยอาการเหล่านี้ มักเกิดจากการร้อยไหมที่คลินิกที่ไม่มีมาตรฐาน และแพทย์ไม่เชี่ยวชาญ

         สิ่งที่ต้องเฝ้าสังเกตุมากที่สุดคืออาการติดเชื้อ หากสังเกตรอยช้ำเป็นสีเขียว ดำ น้ำตาล แดง หรือมีไข้ และอาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

ร้อยไหม ควรใช้ไหมกี่เส้น ?

          โดยปกติแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่จะถามว่าต้องร้อยไหมกี่เส้น ซึ่งการใช้ไหมกี่เส้นนั้น โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการประเมิน โดยปกติแล้วจะใช้ข้างละ 3 – 10 เส้น โดยพิจารณาจาก

  1. ขนาดเนื้อแก้มของผู้เข้ารับการรักษา
  2. ความแน่นของผิว
  3. ผู้เข้ารับการรักษาต้องการดึงจุดไหนบ้าง

         โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสมว่าในแต่ละเคสจะต้องใช้เส้นไหมกี่เส้น แต่สามารถใช้จำนวนเส้นเยอะได้ หากผู้เข้ารับการรักษาต้องการให้ผลลัพธ์ที่ได้อยู่นานขึ้น

ร้อยไหมอยู่ได้นานกี่ปี ?

          โดยปกติการร้อยไหมจะอยู่ได้นาน 6 – 18 เดือนตามชนิดของเส้นไหม โดยเส้นไหมแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน ขนาดของเส้นไหมแตกต่างกัน ทำให้อยู่ได้นานแตกต่างกัน ที่สำคัญคือขึ้นอยู่กับ Elastin ในเนื้อของผู้เข้ารับการรักษา หากเนื้อเยื่อที่เส้นไหมเกาะเกี่ยวเกิดการเสื่อมสภาพ เงี่ยงก็จะไม่สามารถเกาะอยู่กับผิวได้นาน เนื้อจะหลุดออกจากเส้นไหม ก่อนที่เส้นไหมจะละลายเอง ดังนั้นการร้อยไหมในคนที่อายุเยอะ ไหมจะอยู่ได้สั้นลง เพราะผิวขาด Elastin แต่เมื่อร้อยเพิ่มหลาย ๆ ครั้งจะช่วยเพิ่มการสร้าง Elastin ทำให้ผลลัพธ์การร้อยไหมอยู่ได้นานขึ้น 

         สิ่งที่สำคัญที่สุดในการร้อยไหม คือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้เส้นไหมที่ผ่าน อย ผ่านมาตรฐานสากล เลือกร้อยไหมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเพื่อลดอาการข้างเคียงหลังการร้อยไหม

© Diva Clinic All rights reserved Copyrights 2021